วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทฤษฎีแรงจูงใจของ Herzberg

                                ทฤษฎีแรงจูงใจของ Herzberg

                การจูงใจของ Herzberg                                                                                                                                                                    Frederick Herzberg ได้คิดค้นทฤษฎีการจูงใจในการทำงาน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในวงการบริหาร ชื่อทฤษฎีของ Herzberg มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป คือ “motivation-maintenance theory” หรือ“dual factor theory”หรือ “the motivation-hygiene theory” ในการเริ่มต้นค้นคว้าเพื่อสร้างทฤษฎี Herzberg ได้ดำเนินการสัมภาษณ์นักวิศวกรและนักบัญชี ซึ่งจุดมุ่งหมายของการค้นคว้า เพื่อศึกษาทัศนคติที่เกี่ยวกับงานเพื่อที่จะให้มีหนทางเพิ่มผลผลิต ลดการขาดงาน และสร้างความสัมพันธ์อันดีในการทำงาน และเพื่อประโยชน์ทั่วไปสำหรับทุกๆคนก็คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับอิทธิพลต่างๆที่จะมีส่วนช่วยในการปรับปรุงขวัญ และกำลังใจ ที่จะส่งผลให้ทุกคนมีความสุขกายสบายใจและมีความพึงพอใจมากยิ่งขึ้น
จากการวิเคราะห์คำตอบจากข้อความที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบมา ปรากฏว่า ปัจจัยหลายๆอย่างที่แตกต่างกันมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับความรู้สึกที่ดีและที่ไม่ดีที่เกิดขึ้น ปัจจัยต่างๆเหล่านี้สามารถแยกออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ดีและมีผลเกี่ยวกับความพึงพอใจเกี่ยวกับงานที่ทำก็คือ ความสำเร็จ (achievement) การยอมรับ (recognition) ความรับผิดชอบ ความก้าวหน้า และคุณลักษณะของงานที่ทำอยู่ คือ ฐานะ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับหัวหน้างาน กับเพื่อนร่วมงานกับลูกน้อง เทคนิคในการบังคับบัญชา นโยบายของบริษัทและการบริหาร ความมั่นคงในงาน สภาพการทำงาน เงือนเดือน และเรื่องราวส่วนตัวที่ถูกกระทบโดยสภาพของงาน Herzberg ให้ชื่อปัจจัยกลุ่มหลังนี้ว่า ปัจจัยที่เกี่ยวกับการบำรุงรักษาจิตใจ” (hygiene or maintenance factors) เหตุผลที่เรียกชื่อเช่นนี้เพราะปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่มีผลในทางป้องกันเป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือ ปัจจัยเหล่านี้จะไม่สามารถสร้างแรงจูงใจได้ แต่อาจป้องกันมิให้แรงจูงใจเกิดขึ้นมาได้ การต้องสนใจติดตามดูปัจจัยที่จำเป็นเพื่อการรักษาจิตใจนี้ จึงนับว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ปัจจัยกลุ่มนี้เพียงกลุ่มเดียวย่อมไม่เป็นการเพียงพอ สำหรับที่จะให้เป็นเงื่อนไขสำหรับการสร้างแรงจูงใจ
                1. ปัจจัยจูงใจ (Motivation Factor)
                2. ปัจจัยค้ำจุน (Maintenance Factor)

                ปัจจัยจูงใจ
                เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรงเพื่อจูงใจให้คนชอบและรักงานปฏิบัติ เป็นการกระตุ้นให้เกิดความพึงพอใจให้แก่บุคคลในองค์การให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะปัจจัยที่สามารถสนองตอบความต้องการภายในบุคคลได้ด้วยกัน ได้แก่
                1. ความสำเร็จในการทำงานของบุคคล หมายถึง การที่บุคคลสามารถทำงานได้เสร็จสิ้นและประสบความสำเร็จอย่างดี เป็นความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ การรู้จักป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เมื่อผลงานสำเร็จจึงเกิดความรู้สึกพึงพอใจและปลาบปลื้มในผลสำเร็จของงานนั้น ๆ
                2. การได้รับการยอมรับนับถือ หมายถึง การได้รับการยอมรับนับถือไม่ว่าจากผู้บังคับบัญชา การยอมรับนี้อาจจะอยู่ในการยกย่องชมเชยแสดงความยินดี การให้กำลังใจหรือการแสดงออกอื่นใดที่ส่อให้เห็นถึงการยอมรับในความสามารถเมื่อได้ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดบรรลุผลสำเร็จการยอมรับนับถือจะแฝงอยู่กับความสำเร็จในงานด้วย
                3. ลักษณะของงานที่ปฏิบัติ หมายถึง งานที่น่าสนใจ งานที่ต้องอาศัยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ท้าทายให้ต้องลงมือทำ หรือเป็นงานที่มีลักษณะสามารถกระทำได้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยลำพังแต่ผู้เดียว
                4. ความรับผิดชอบ หมายถึง ความพึงพอใจที่เกิดขึ้นจากการได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานใหม่ ๆ และมีอำนาจในการรับผิดชอบได้อย่างดี ไม่มีการตรวจหรือควบคุมอย่างใกล้ชิด
                5. ความก้าวหน้า หมายถึง ได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นของบุคคลในองค์การ การมีโอกาสได้ศึกษาเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมหรือได้รับการฝึกอบรม

                ปัจจัยค้ำจุน
หรืออาจเรียกว่า ปัจจัยสุขอนามัย หมายถึง ปัจจัยที่จะค้ำจุนให้แรงจูงใจในการทำงานของบุคคลมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีหรือมีในลักษณะไม่สอดคล้องกับบุคคลในองค์การบุคคลในองค์การจะเกิดความไม่ชอบงานขึ้น และปัจจัยที่มาจากภายนอกบุคคล ได้แก่
                1. เงินเดือน หมายถึง เงินเดือนและการเลื่อนขั้นเงินเดือนในหน่วยงานนั้น ๆ เป็นที่พอใจของบุคลากรในการทำงาน
                2. โอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้าในอนาคตนอกจากจะหมายถึง การที่บุคคลได้รับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งภายในหน่วยงานแล้ว ยังหมายถึงสถานการณ์ที่บุคคลสามารถได้รับความก้าวหน้าในทักษะวิชาชีพด้วย
                3. ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน หมายถึง การติดต่อไปไม่ว่าเป็นกิริยา หรือวาจาที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สามารถทำงานร่วมกันมีความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างดี
                4. สถานะของอาชีพ อาชีพหมายถึง อาชีพนั้นเป็นที่ยอมรับนับถือของสังคมที่มีเกียรติ และศักดิ์ศรี
                5. นโยบายและการบริหารงาน หมายถึง การจัดการและการบริหารองค์การ การติดต่อสื่อสารภายในองค์การ
                6. สภาพการทำงาน หมายถึง สภาพทางกายภาพของงาน เช่น แสงเสียง อากาศ ชั่วโมงการทำงาน รวมทั้งลักษณะของสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่าง ๆ อีกด้วย
                7. ความเป็นอยู่ส่วนตัว หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดีอันเป็นผลที่ได้รับจากงานในหน้าที่ของเขาไม่มีความสุข และพอใจกับการทำงานในแห่งใหม่
                8. ความมั่นคงในการทำงาน หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อความมั่นคงในการทำงาน ความยั่งยืนของอาชีพ หรือความมั่นคงขององค์การ
                9. วิธีการปกครองของผู้บังคับบัญชา หมายถึง ความสามารถของผู้บังคับบัญชาในการดำเนินงานหรือความยุติธรรมในการบริหาร

                โดยสรุป Herzberg ได้ให้ความเข้าใจว่า แรงจูงใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากแต่คนและจะมิใช่ขึ้นอยู่กับผู้บริหารโดยตรง และปัจจัยที่ใช้ในการบำรุงจิตใจนั้นอย่างดีที่สุดก็คือ จะสามารถช่วยขจัดความไม่พอใจต่างๆได้ แต่จะไม่สามารถสร้างความพึ่งพอใจได้ ดังนั้น ในกระบวนการจูงใจที่ต้องการสร้างให้เกิดแรงจูงใจที่ดี จึงจำเป็นต้องจัดและกำหนดปัจจัยต่างๆทั้งสองกลุ่ม คือ ทั้งปัจจัยที่ใช้บำรุงจิตใจ (สภาพแวดล้อม) และปัจจัยที่ใช้จูงใจได้ (ของงานที่ทำ) ทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ในการแก้ไขปัญหาเรื่องการจูงใจนี้ Herzberg ได้เริ่มต้นพัฒนาวิธีการเพิ่มพูนเนื้อหาของงาน (job enrichment) เพื่อให้ค่าของงานสูงขึ้นและมีเนื้อหามากขึ้น เพื่อให้มีปัจจัยที่ใช้จูงใจได้เพิ่มมากขึ้นในตัวงาน การออกแบบงานเสียใหม่ให้มีคุณค่าเนื้อหาสูงขึ้นนี้เอง ที่งานต่างจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น มีความสำเร็จในงานมากขึ้น มีทั้งการยอมรับ ทั้งความรับผิดชอบสูงขึ้น ก้าวหน้ามากขึ้น และส่งเสริมการเติบโตให้แก่แต่ละคนได้ ซึ่งจะมีผลต่อการจูงใจเป็นอันมาก
จะเห็นได้ว่าทฤษฎีการจูงใจของ Herzberg มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและคล้ายกับทฤษฎีการจูงใจของ Maslow เป็นอันมาก ซึ่งในทางปฏิบัติจากการพิสูจน์ยืนยันว่า ทฤษฎีทั้งสองเป็นความจริงและใช้ได้กับกลุ่มอาชีพที่มีฐานะตำแหน่งสูง เช่น วิศวกรหรือนักบัญชี ดังที่กล่าวมา แต่อย่างไรก็ตาม กรณีการนำไปใช้กับพนักงานระดับต่ำลงไปหรือพนักงานสตรี และ ณ ระดับของพนักงานประจำวัน ผลปรากฏว่าไม่เป็นไปตามที่กล่าวทีเดียวนัก และให้ผลผลิตเพี้ยนไปได้เสมอ

                ทฤษฎีเกี่ยวกับสมดุลยภาพและแรงขับ (Homeostasis and drive theory)
                พื้นฐานเกี่ยวกับ มโนภาพของแรงขับ คือ หลักการของสมดุลยภาพ (homeostasis) ซึ่งหมายถึง ความโน้มเอียงของร่างกาย ที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมภายในคงที่อยู่เสมอ ตัวอย่าง คนที่มีสุขภาพดีย่อมสามารถ ทำให้อุณหภูมิใน ร่างกายคงที่อยู่ได้ใน ระดับปรกติไม่ว่าจะอยู่ในอากาศร้อนหรือหนาว ความหิว และความกระหาย แสดงให้เห็นถึงกลไกเกี่ยวกับ สมดุลยภาพเช่นกัน เพราะว่าแรงขับดังกล่าว จะไปกระตุ้นพฤติกรรม เพื่อก่อให้เกิดความสมดุลของส่วนประกอบหรือสารบางอย่างในเลือด ดังนั้นเมื่อเรามองในทัศนะของสมดุลยภาพ ความต้องการเป็นความไม่สมดุลทางสรีรวิทยา อย่างหนึ่งอย่างใดหรือเป็น การเบี่ยงเบนจากสภาวะที่เหมาะสม และการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เกิดตามมาก็คือแรงขับ เมื่อความไม่สมดุลทางสรีรวิทยา คืนสู่ภาวะปกติ แรงขับจะลดลงและการกระทำ ที่ถูกกระตุ้นด้วยแรงจูงใจก็จะหยุดลงด้วย
นักจิตวิทยาเชื่อว่า หลักการของสมดุลยภาพมิได้เป็นเรื่องของสรีรวิทยาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับจิตใจด้วย กล่าวคือความไม่สมดุลทางสรีรวิทยา หรือ ทางจิตใจ (physiological or psychological imbalance) มีส่วนจูงใจพฤติกรรม เพื่อทำให้ภาวะสมดุลกลับคืนมาเช่นเดิม


                ทฤษฎีของความต้องการและแรงขับ (Theory of needs and drives)                เมื่อทฤษฎีของสัญชาตญาณซึ่งจะได้กล่าวต่อไปนั้นได้รับความนิยมลดลง ได้มีผู้เสนอแนวความคิดของแรงขับขึ้นมาแทน แรงขับ (drive) เป็นสภาพที่ถูกยั่วยุอันเกิดจากความต้องการ (need) ทางร่างกายหรือเนื้อเยื่อบางอย่าง เช่น ความต้องการอาหาร น้ำ ออกซิเจน หรือการหลีกหนีความเจ็บปวด สภาพที่ถูกยั่วยุเช่นนี้จะจูงใจอินทรีย์ให้เริ่มต้นแสดงพฤติกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้น เช่น การขาดอาหารก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีบางอย่างในเลือด แสดงให้เห็นถึงความต้องการสำหรับอาหาร ซึ่งต่อมามีผลทำให้เกิดแรงขับ อันเป็นสภาพของความยั่วยุหรือความตึงเครียด อินทรีย์จะพยายามแสวงหาอาหารเพื่อลดแรงขับนี้ และเป็นการตอบสนองความต้องการไปในตัวด้วย บางครั้งความต้องการและแรงขับอาจถูกใช้แทนกันได้ แต่ความต้องการมักจะหมายถึง สภาพสรีรวิทยาของการที่เนื้อเยื่อขาดสิ่งที่จำเป็นบางอย่าง ส่วนแรงขับหมายถึงผลที่เกิดตามมาทาง สรีรวิทยาของความต้องการ ความต้องการและแรงขับเคียงคู่กัน แต่ไม่เหมือนกัน

                ทฤษฎีเกี่ยวกับเหตุกระตุ้นใจ (Incentive theory)
                ในระยะต่อมาคือ ราว ค.ศ. 1950 นักจิตวิทยาหลายท่านเริ่มไม่พอใจทฤษฎีเกี่ยวกับการลดลงของแรงขับ (drive-reduction theory) ในการอธิบายการจูงใจของพฤติกรรมทุกอย่าง จะเห็นได้ชัดว่าสิ่งเร้าจากภายนอกเป็นตัวกระตุ้นของพฤติกรรมได้ อินทรีย์ไม่เพียงแต่ถูกผลักดันให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ โดยแรงขับภายในเท่านั้น เหตุกระตุ้นใจหรือเครื่องชวนใจ (incentives) บางอย่างก็มี ความสำคัญในการยั่วยุพฤติกรรม เราอาจมองการจูงใจได้ในฐานะเป็นการกระทำระหว่างกัน (interaction) ของวัตถุที่เป็นสิ่งเร้าในสิ่งแวดล้อมกับสภาพทางสรีรวิทยาของอินทรีย์อย่าง หนึ่งโดยเฉพาะ คนที่ไม่รู้สึกหิวอาจถูกกระตุ้น ให้เกิดความหิวได้ เมื่อเห็นอาหารที่อร่อยในร้านอาหาร
ในกรณีนี้เครื่องชวนใจคือ อาหารที่อร่อยสามารถกระตุ้นความหิวรวมทั้งทำให้ความรู้สึกเช่นนี้ลดลง สุนัขที่กินอาหารจนอิ่ม อาจกินอีกเมื่อเห็นสุนัขอีกตัวกำลังกินอยู่ กิจกรรมที่เกิดขึ้นมิได้เป็นเรื่องของแรงขับภายใน แต่เป็นเหตุการณ์ภายนอก พนักงาน พอได้ยินเสียงกริ่งโทรศัพท์ก็รีบยกหูขึ้นพูด ดั้งนั้นจึงกล่าวได้ว่าพฤติกรรมที่มีการจูงใจ อาจเกิดขึ้นภายใต้การควบคุมของสิ่งเร้า หรือเหตุกระตุ้นใจมากกว่าที่จะเกิดจากแรงขับ

                ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม
                ทฤษฎี นี้ ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในอดีต (Past Experience) ว่ามีผลต่อแรงจูงใจของบุคคลเป็นอย่างมาก ดังนั้นทุกพฤติกรรมของมนุษย์ถ้าวิเคราะห์ดูแล้วจะเห็นว่าได้รับอิทธิพลที่ เป็นแรงจูงใจมาจากประสบการณ์ใน อดีตเป็นส่วนมาก โดยประสบการณ์ในด้านดีและกลายเป็นแรงจูงใจทางบวกที่ส่งผลเร้าให้มนุษย์มี ความต้อง การแสดงพฤติกรรมในทิศทางนั้นมากยิ่งขึ้นทฤษฎีนี้เน้นความสำคัญของสิ่งเร้า ภายนอก
                ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning View of Motivation)
                ทฤษฎีนี้เห็นว่าแรงจูงใจเกิดจากการเรียนรู้ทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเอกลักษณ์และการเลียนแบบ (Identification and Imitation) จากบุคคลที่ตนเองชื่นชม หรือคนที่มีชื่อเสียงในสังคมจะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการแสดงพฤติกรรมของ บุคคล

                ทฤษฎีพุทธินิยม (Cognitive View of Motivation)
                ทฤษฎีนี้เห็นว่าแรงจูงใจในการกระทำพฤติกรรมของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับการ รับรู้ (Perceive) สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว โดยอาศัยความสามารถทางปัญญาเป็นสำคัญ มนุษย์จะได้รับแรงผลักดันจากหลาย ๆ ทางในการแสดงพฤติกรรม ซึ่งในสภาพเช่นนี้ มนุษย์จะเกิดสภาพความไม่สมดุล (Disequilibrium) ขึ้น เมื่อเกิดสภาพเช่นว่านี้มนุษย์จะต้อง อาศัยขบวนการดูดซึม (Assimilation) และการปรับ (Accomodation) ความแตกต่างของประสบการณ์ที่ได้รับใหม่ให้ เข้ากับประสบการณ์เดิมของตนซึ่งการจะทำได้จะต้องอาศัยสติปัญญาเป็นพื้นฐาน ที่สำคัญทฤษฎีนี้เน้นเรื่องแรงจูง ใจภายใน(intrinsic Motivation) นอกจากนั้นทฤษฎีนี้ยังให้ความสำคัญกับเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และการวางแผน ทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญกับระดับของความคาดหวัง (Level of Aspiration) โดยที่เขากล่าวว่าคนเรามีแนวโน้มที่จะตั้ง ความคาดหวังของตนเองให้สูงขึ้น เมื่อเขาทำงานหนึ่งสำเร็จ และตรงกัน ข้ามคือจะตั้งความตาดหวังของตนเองต่ำลง เมื่อเขาทำงานหนึ่งแล้วล้มเหลว















การบริหารเชิงกลยุทธ์

การบริหารเชิงกลยุทธ์
                การบริหารเชิงกลยุทธ์
                                การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเกิดจากปัจจัยตัวแปรอย่างน้อยที่สุด  3  อย่างเป็นแรงผลักดันอันสำคัญ  คือ 
                              (1) กระแสโลกาภิวัฒน์ 
                              (2) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี
                              (3) เกิดจากการผ่อนคลายกฎระเบียบทางด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ
การจัดการเชิงกลยุทธ์จึงกลายเป็นกลไกอันสำคัญที่ผู้บริหารยุคใหม่นำมาทำให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ
                การบริหาร หมายถึง
                                กระบวนการที่ผู้บริหารจะกำหนดแผนงานให้ผู้ปฏิบัติรับไปปฏิบัติตามกฎ ระเบียบและวิธีการ ที่กำหนดไว้ โดยมีหัวหน้าคอยควบคุมดูแล และช่วยเหลือเพื่อให้งานสำเร็จตามแผนงานและได้ตามวัตถุประสงค์ขององค์การ
                ความหมายของกลยุทธ์
                                กลยุทธ์ หมายถึง   แผนหลักขององค์การที่ได้กำหนดไว้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานระยะยาว   โดยอาศัยการประเมินภาวะแวดล้อมขององค์การ   ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

                ความหมายของการบริหารเชิงกลยุทธ์
                                การวางแผนการดำเนินงานและควบคุมในแนวทางเชิงกลยุทธ์  ซึ่งจะช่วยให้การบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
                                กระบวนการวางแผนการดำเนินงานโดยใช้ กลวิธีต่างๆอย่างมีชั้นเชิง  สำหรับการ ปฏิบัติงานและควบคุม  เพื่อให้องค์การบรรลุ  ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

                คุณสมบัติของผู้บริหารที่ทำหน้าที่กำหนดกลยุทธ์
                                1.เป็นบุคคลที่มีความรอบรู้ในธุรกิจชนิดนั้นเป็นอย่างดี
                                2. เป็นบุคคลที่มองการณ์ไกลมีวิสัยทัศน์ดี
                                3. เป็นบุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง
                                4. เป็นบุคคลที่มีความอดทนไม่ท้อแท้
                                5. เป็นบุคคลที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี

                ความสำคัญของการบริหารเชิงกลยุทธ์
                                1.องค์กรอยู่ภายใต้อิทธิพลสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน  เปลี่ยนแปลงมาก
                                2. วิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค   ได้ถูกต้อง
                                3.ทำให้องค์กรสามารถปรับตัว และดำรงต่อไปได้

                ขั้นตอนของการบริหารเชิงกลยุทธ์
                                1. การวางแผนกลยุทธ์  ( Strategic Formulation )
                                2. การปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ ( Strategic  Implementation )
                                3. การประเมินผลกลยุทธ์   ( Strategic Evaluation )
               
                ชนิดของกลยุทธ์
                                1.กลยุทธ์ที่ตั้งใจ (intended strategies) ได้แก่ กลยุทธ์ที่ผู้จัดการเสนอแนะ (propose)  ออกแบบ (design) และคาดหวัง (expect)  ว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้  ประกอบด้วยองค์ประกอบ  3  อย่าง  คือ 
      - เป้าหมาย  (goals) 
      - นโยบาย  (policies) 
      - แผนปฏิบัติงาน  (plans)
                                2. กลยุทธ์ที่เป็นจริง  (realized strategies) เป็นกลยุทธ์ตรงข้ามกับกลยุทธ์ที่ตั้งใจ  เพราะ เป้าหมาย  นโยบายและแผนปฏิบัติงานที่ก่อตัวกันขึ้นเป็นกลยุทธ์ที่ตั้งใจขององค์การนั้น  เมื่อถึงเวลานำไปปฏิบัติอาจแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมากก็ได้  เพราะในทางปฏิบัตินั้นกลยุทธ์เริ่มแรกเกือบทุกกลยุทธ์จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง  ในช่วงที่อยู่ในขั้นการนำแผนไปปฏิบัติ  (implementation)  เหตุผลก็เนื่องจากว่า   สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแผนกลยุทธ์ที่กำหนดไว้เดิมอาจใช้ไม่ได้ผล  จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ในบางส่วน  เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  และเพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงนั้นด้วย
                แผนกลยุทธ์ที่ตั้งใจไว้แต่เดิมบางส่วนที่ไม่ได้นำไปปฏิบัติเรียกว่า
                 กลยุทธ์ที่ไม่ได้นำไปปฏิบัติ  (unrealized strategy)  และกลยุทธ์ที่เกิดขึ้นใหม่  โดยที่ไม่ได้วางแผนมาก่อนเรียกว่า
                 กลยุทธ์ฉุกเฉิน  (emergent strategy) ดังนั้น 
                กลยุทธ์ที่เป็นจริง (realized strategy)  จึงเป็นการรวมกันของ  กลยุทธ์ที่จงใจ  (deliberate strategy)  กับกลยุทธ์ฉุกเฉิน  ซึ่งพัฒนาเสริมแทรกเข้ามาใหม่

                ความหมายของการจัดการเชิงกลยุทธ์
                                การจัดการเชิงกลยุทธ์  หมายถึง  การกำหนดวิสัยทัศน์  พันธกิจ  วัตถุประสงค์ เป้าหมาย  ขององค์การในระยะสั้นและระยะยาว จากนั้นจึงวางแผนการดำเนินการและการควบคุมในแนวทางเชิงกลยุทธ์  เพื่อให้องค์การสามารถดำเนินงานตามพันธกิจอันนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
                เป้าหมายสำคัญของการจัดการเชิงกลยุทธ์
                                1.สร้างและดำรงรักษาความสามารถในการแข่งขัน  (Competitive Capacity) การกำหนดและการดำเนินกลยุทธ์ช่วยให้ธุรกิจมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและสามารถพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง
                2. สร้างคุณค่า (Create Value)  การจัดการเชิงกลยุทธ์ช่วยสร้างคุณค่า (Value)   แก่เจ้าของหรือผู้ถือหุ้น (Shareholder) ตลอดจนสร้างความพอใจให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder)  ของธุรกิจ  เช่น  พนักงาน  ผู้ขายวัตถุดิบ  และลูกค้า

                ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการจัดการเชิงกลยุทธ์
                                1. ลักษณะธุรกิจที่ดำเนินอยู่  (What business are you in?)   ปัจจุบันธุรกิจกำลังทำอะไร  อยู่ในอุตสาหกรรมใด  และมีสถานะโดยรวมอย่างไร
                                2. ลักษณะธุรกิจในอนาคต  (Where do you want to go?)  ความต้องการในอนาคตของธุรกิจ   โดยพิจารณาทั้งเป้าหมายระยะยาวและระยะกลาง  ประกอบกับความเป็นไปได้ในการบรรลุเป้าหมายนั้น
                                3. สภาพแวดล้อม (Environment) สถานะและคุณสมบัติของสภาพแวดล้อม  ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการดำเนินงาน  การแข่งขัน  และการดำรงอยู่ของธุรกิจ
                                4. การจัดสรรทรัพยากร  (Resources Allocation) ปกติทุกองค์การต่างมีทรัพยากรในปริมาณที่จำกัดและแตกต่างกัน  จึงต้องมีการกำหนดลำดับความจำเป็นและความสำคัญในการใช้งาน  เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์การ
                                5. การปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์  (Objective Achievement)  การจัดการเชิงกลยุทธ์จะให้ความสำคัญกับเป้าหมายระดับต่าง ๆ ขององค์การ  โดยเฉพาะการบรรลุวัตถุประสงค์สูงสุดขององค์การ

                ขอบเขตของการจัดการเชิงกลยุทธ์
                                1. เป็นการมองกว้างจากจุดที่อยู่สูงที่สามารถเห็นถึงสองวง คือ สภาพแวดล้อมภายนอก และสภาพแวดล้อมภายในองค์การ  สัมพันธ์กัน
                                2. เป็นการมองไกลโดยมีการคาดคะเนเหตุการณ์ต่าง ๆ  ไปในอนาคตข้องหน้าในระยะที่ค่อนข้างยาว  พร้อมกับการมองลึกเข้าไปในองค์การที่จะสามารถมองเห็นลึกถึงทรัพยากร  โครงสร้าง  ระบบงานตลอดจนทรัพยากรบุคคลที่จะเป็นผู้ทำงานรวมถึงประเพณีปฏิบัติต่าง ๆ  ที่มีอยู่ในองค์การ  อันเป็นวัฒนธรรมขององค์การด้วย
                                3. เป็นการพิจารณาในเชิงกลยุทธ์  ที่จะมีการคาดคะเนวิเคราะห์ทางเลือกต่าง ๆ ที่องค์การจะทุ่มเททรัพยากรทำงานมุ่งไปสู่ความสำเร็จในโอกาสต่าง ๆ ได้เลือกไว้แล้วอย่างดีที่สุด

                ประโยชน์ของการจัดการเชิงกลยุทธ์
                                1. ช่วยให้องค์การสามารถปรับตัวให้ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้เป็นอย่างดี  โดยผู้บริหารจะตื่นตัวและพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ  ตลอดจนสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งขององค์การให้เข้ากับโอกาสได้อย่างเหมาะสม
                                2. ช่วยให้องค์การสามารถสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน(competitive advantage)ตลอดจนรักษาสภาพความได้เปรียบทางการแข่งขันไว้ได้
                                3. ช่วยให้องค์การสามารถปฏิบัติงานได้ผลสำเร็จอย่างมีคุณภาพ  บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ  และประสิทธิผล
                                4. ช่วยให้บุคลากรมีทิศทางในการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจนเพื่อให้องค์การนั้น  อยู่รอดได้  และสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้
                                5. ช่วยให้องค์การสามารถดำเนินงานในเชิงรุก  (proactive)  เพื่อที่จะไม่ต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ  (reactive)  และป้องกันตัว  (defensive)  มิฉะนั้นองค์การจะต้องเสียเวลาแก้ปัญหาตลอดเวลาและไม่มีเวลาที่จะก้าวรุกไปข้างหน้า  ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อองค์การอย่างยิ่ง
                                6. ช่วยให้องค์การลดความเสี่ยงด้วยการวางแผนโดยอาศัยข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ
                                7. ช่วยให้สามารถเปลี่ยนปัญหาและอุปสรรคให้เป็นโอกาสได้
                                8. ช่วยสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์  ด้วยการคิดและการทำงานอย่างมีระบบ  มีหลักเกณฑ์และเหตุผล

                องค์ประกอบพื้นฐานของกระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์
                                1. การตรวจสอบสภาพแวดล้อม  (environmental scanning)
                                2. การจัดทำกลยุทธ์  (strategy  formulation)
                                3. การปฏิบัติตามกลยุทธ์  (strategy implementation)
                                4. การประเมินผลและการควบคุม  (evaluation and control)
                1.การตรวจสอบสภาพแวดล้อม   (environmental scanning)
             กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์  เริ่มต้นจากการศึกษาวิเคราะห์  ตรวจสอบ   และประเมินสภาพแวดล้อม  ทั้งภายในและภายนอกบริษัท  เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบเผยแพร่ให้บุคคลสำคัญภายในบริษัทได้ทราบ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อระบุ  ปัจจัยเชิงกลยุทธ์  สำหรับวิธีการตรวจสอบสภาพแวดล้อมที่ง่ายที่สุดคือ  การใช้วิเคราะห์ที่นิยมเรียกกันว่า  การวิเคราะห์สวอท  หรือ  “SWOT analysis”
                2.  การจัดทำกลยุทธ์  (Strategy formulation) 
                การจัดทำกลยุทธ์  คือการจัดทำแผนระยะยาว  (long-range plans)  เพื่อนำมาใช้ในการบริหารงาน  เพื่อให้เหมาะสมกับโอกาสและปัญหาอุปสรรคที่เป็นอยู่ในขณะนั้น  รวมทั้งจะต้องสอดคล้องกับจุดแข็งจุดอ่อนของบริษัท  การจัดทำแผนกลยุทธ์ประกอบด้วย  การกำหนดพันธกิจ ของบริษัท   กำหนดวัตถุประสงค์ที่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้  การพัฒนากลยุทธ์   และกำหนดนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน
                3.  การปฏิบัติตามกลยุทธ์  (strategy implementation) 
                การปฏิบัติตามกลยุทธ์  เป็นกระบวนการดำเนินงานนำกลยุทธ์และนโยบายที่กำหนดไว้เข้าสู่การปฏิบัติ  ด้วยการพัฒนาจัดทำเป็นโปรแกรมดำเนินงาน  จัดทำงบประมาณ  และวิธีการดำเนินงาน    ในขั้นนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์การ โครงสร้าง  และระบบการจัดการทั้งหมดทั่วทั้งองค์การก็ได้  การปฏิบัติตามกลยุทธ์  โดยทั่วไปแล้วจะเป็นหน้าที่ของผู้จัดการระดับ กลางและระดับล่างเท่านั้น  โดยผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ตรวจสอบ   เนื่องจากเป็นแผนงานปฏิบัติการ  การปฏิบัติตามกลยุทธ์จึงมักจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจประจำวันในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อนำไป ใช้ในการดำเนินงาน
4. การประเมินผลและการควบคุม (evaluation and control)
 การประเมินผลและการควบคุม เป็นการตรวจสอบกิจกรรมและผลการปฏิบัติงานทั้งหมดขององค์การ เพื่อเปรียบเทียบดูว่าผลการปฏิบัติงานจริงกับผลการดำเนินงานที่ตั้งความมุ่งหวังไว้บรรลุผลตามเป้าหมายหรือไม่   ผู้จัดการทุกระดับจะนำข้อมูลที่ได้รับจากการประเมินในขั้นนี้เพื่อนำไปแก้ไขและหาทางแก้ปัญหาต่อไป
               
                นักกลยุทธ์และบทบาทของนักกลยุทธ์
                นักกลยุทธ์  (Strategist)  หมายถึง  ผู้ที่รับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวขององค์การ เนื่องจากเป็นผู้กำหนดกลยุทธ์ขององค์การ นักกลยุทธ์มักเป็นผู้บริหารขององค์การที่มีหน้าที่ต่าง ๆ  ในองค์การ  เช่น  ประธานบริษัท  กรรมการผู้บริหาร  ผู้อำนวยการบริหาร  เจ้าของ  ผู้ประกอบการ  เป็นต้น มีความรับผิดชอบหลักอยู่  3  ประการ คือ
                1.  สร้างสรรและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 
                2.  สร้างความผูกพันและรู้สึกในความเป็นเจ้าขององค์การ
                3.  รักษาความ สมดุลระหว่างความมั่นคงและนวัตกรรมที่เกิดขึ้น

               



นักกลยุทธ์ขององค์การ
                1.  ผู้บริหารระดับสูง
                                ผู้บริหารระดับสูง  (chief executive office)  หรือที่เรียกย่อ ๆ  ว่า  ซีอีโอ  (CEO)  เป็นนักกลยุทธ์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์หลักขององค์การนั้น ๆ โดยตรง ตลอด จนก่อให้เกิดการนำแผนกลยุทธ์และแผนงานต่างๆ  ไปปฏิบัติ
                2.  ผู้บริหารฝ่ายดำเนินงาน
                                 ผู้บริหารฝ่ายดำเนินงาน  (line manager)  หรืออาจเรียกว่าเป็นฝ่ายปฏิบัติการเป็น  ผู้บริหารระดับกลางและระดับต้น ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนกกลยุทธ์ เนื่องจากเป็นปฏิบัติงานโดยตรง  หากผู้บริหารเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนแล้ว  อาจจะมีปัญหาการไม่ยอมรับแผนดังกล่าวอันจะทำให้องค์การไม่สามารถดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ได้ รวมทั้งอาจไม่ได้รับ  ข้อมูลจริงที่เกิดจากการปฏิบัติงานได้
                3.ผู้บริหารฝ่ายให้คำปรึกษา
                                ผู้บริหารฝ่ายให้คำปรึกษา (staff manager)  เป็นผู้บริหารที่ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินกลยุทธ์โดยตรง  แต่จะทำหน้าที่ให้ข้อมูลและคำปรึกษาในด้านต่าง ๆ  ได้แก่  ฝ่ายวิจัยและพัฒนา  ฝ่ายกฎหมาย  ฝ่ายประชาสัมพันธ์  และฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์  มีบทบาทหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกและให้บริการด้านต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนเพื่อให้แผนที่วางสามารถนำไปใช้ปฏิบัติโดยไม่เกิดปัญหาหรือเกิดปัญหาน้อยที่สุด  นักกลยุทธ์จะสามารถดำเนินบทบาทของตนเองได้ดีเพียงใด  ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของนักกลยุทธ์

ขอบคุณข้อมูลเพื่อการศึกษา


อาจารย์ณัฐธิดา ศรีราชยา
การศึกษา
                ปริญญาตรี(BS) ภาควิชาวัสดุศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์พอลิเมอร์และสิ่งทอ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                ปริญญาโท (MS)Polymer Science The Pretroleum and Petrochemical College Chulalongkorn University