การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก หมายถึง การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อุตสาหกรรม คู่แข่ง เทคโนโลยี และปัจจัยอื่นๆ ที่จะกระทบกับธุรกิจ
การตรวจสอบสภาพแวดล้อมภายนอก เป็นการวิเคราะห์ที่ทำให้องค์กรมองเห็นโอกาสทางธุรกิจซึ่งหมายถึง สภาพแวดล้อมที่จะส่งผลกระทบต่อกิจการในด้านบวก ซึ่งองค์กรจะได้นำมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับกิจกรรมรวมทั้งเห็นถึงปัญหาและอุปสรรค อันเป็นสภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กรในด้านลบ ซึ่งกิจการจะต้องหลีกเลี่ยงหรือหาทางจัดการเตรียมรับมือกับปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นได้
ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก
ปัจจัยที่เป็นสภาพแวดล้อมภายนอกทั้งระดับโลกและระดับประเทศหรือท้องถิ่น สามารถแบ่งได้ 3 จำพวกใหญ่ ๆ มีดังต่อไปนี้
• สภาพแวดล้อมรอบนอก (remote environment)
• สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรม (industry environment)
• สภาพแวดล้อมของการดำเนินงาน (Operating environment)
สภาพแวดล้อมรอบนอก เป็นสภาพแวดล้อมที่ประกอบไปด้วยปัจจัย ดังนี้
– เศรษฐกิจ (economic)
– สังคม วัฒนธรรมและประชากรศาสตร์ (social, cultural, demographic)
– การเมืองและกฎหมาย (Political and law)
– เทคโนโลยี (technological)
– สิ่งแวดล้อม (environment)
เศรษฐกิจ
ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ต้องพิจารณา ได้แก่
- ผลิตผลประชาชาติ (GNP) /ปริมาณเงิน (money supply) /อำนาจซื้อของผู้บริโภค / โครงสร้างเงินทุนต้นทุนของเงินทุน / หนี้สินทั้งภาครัฐและเอกชน / การจ้างงานและอัตราการว่างงาน / จำนวนแรงงาน /รายได้และแนวโน้มการใช้จ่ายของประชาชน / อัตราดอกเบี้ยทั้งภายในและภายนอกประเทศ / อัตราเงินเฟ้อ /วงจรธุรกิจ /ความสำเร็จและล้มเหลวของธุรกิจ / ตลาดหุ้น (stock market) / อัตราแลกเปลี่ยน / อัตราภาษี /ข้อตกลงของกลุ่มการค้าระหว่างชาติ
เขตการค้าภายในประเทศและสภาวะการส่งออกของประเทศ
- เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA)
- เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
- กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC)
- กลุ่มเอเปค (OPEC)
- การร่วมมือกันของประเทศกำลังพัฒนา
ปัจจัยทางเศรษฐกิจ มีผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินการขององค์กร เช่น เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินทุนในการขยายกิจการมีต้นทุนสูงขึ้นหรือเงินทุนไม่เพียงพอ และทำนองเดียวกันการขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินทุนในการขยายกิจการมีต้นทุนสูงขึ้นหรือเงินทุนไม่เพียงพอ และทำนองเดียวกันการขึ้นของอัตราดอกเบี้ยก็จะทำให้กำไรลดลง และความต้องการสินค้าลดลงเนื่องจากสินค้ามีราคาสูงขึ้น
สังคม วัฒนธรรม และประชากรศาสตร์ จะเกี่ยวข้องกับ
- ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ความคิดเห็น
- รูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป
- การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมประชากรศาสตร์
- ความเชื่อทางศาสนา
- การศึกษาและระดับการรู้หนังสือ
- เชื้อชาติ
- สุขภาพและการให้ความสำคัญต่อสุขภาพของประชากร
- การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
- ทัศนคติต่อการงานและอาชีพ
- ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์และชื่อเสียงของกิจการ
- การใช้เวลาว่างของประชาชน
- การเห็นความสำคัญและจำเป็นของเทคโนโลยีใหม่ ๆ
- อัตราการสร้างครอบครัว
- อายุ เพศ อัตราการเกิดของประชากร และการเคลื่อนย้ายประชากรและแรงงาน
การเมืองและกฎหมาย ปัจจัยทางการเมืองที่ต้องพิจารณา ได้แก่
• ระบบการปกครอง
• พรรคการเมืองใดจะเป็นรัฐบาล
• นโยบายของรัฐบาล
• ความสามารถของรัฐบาล
• เสถียรภาพของรัฐบาล
• วิสัยทัศน์และการบริหารงานของรัฐบาล
• กฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ
กฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ
• กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและรักษาสิ่งแวดล้อม
• กฎหมายป้องกันการผูกขาด
• กฎหมายด้านภาษี
• กฎหมายแรงงาน
• มาตรการและการควบคุมทางการค้าระหว่างประเทศ
• กฎระเบียบที่ต่างประเทศกำหนดขึ้น เพื่อกีดกั้นทางการค้า เช่น สินค้านำเข้า
การสนับสนุนต่างๆในด้านอุตสาหกรรม
• การได้รับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม
• การผลิตจากวัสดุรีไซเคิล (recycle materials)
• การสนับสนุนอุตสาหกรรมทั้งภาคการผลิต บริการ และการพาณิชย์ของรัฐบาล เช่น การส่งเสริมและสนับสนุนด้านการเงิน การตลาดและการผลิตแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย
• การให้ความช่วยเหลือแนะนำเรื่องการส่งสินค้าไปจำหน่ายต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและส่งเสริมการลงทุนในประเทศ
เทคโนโลยี
• การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาทางเทคโนโลยี
• การคิดค้นสร้างนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ
• การพัฒนาทางคอมพิวเตอร์ทั้งส่วนประกอบของเครื่อง และโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ได้แก่ อินเตอร์เน็ต (internet) หุ่นยนต์ช่วยทำงาน
• ยารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น
• การสื่อสารและเครือข่ายดาวเทียม เลเซอร์
• การโคลนนิ่ง
• ใยแก้วนำแสง (fiber optics)
• การโอนเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการบริหาร
• ระบบฐานข้อมูล
• การลงบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์
• การจัดการสินค้าคงคลังด้วยคอมพิวเตอร์
• การทำพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์ (e-commerce)
• การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้า
• การถ่ายทอดเทคโนโลยี
สิ่งแวดล้อมสภาพแวดล้อมภายนอกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.สภาพแวดล้อมทางสังคม (societal environment) ได้แก่ พลังกดดันโดยทั่วไปที่ไม่มีผลกระทบต่อกิจกรรมระยะสั้นขององค์การโดยตรง แต่จะมีอิทธิพลหรือมีผลกระทบต่อการตัดสินใจดำเนินงานระยะยาวขององค์กรโดยตรงมี 4 อย่างที่สำคัญคือ
- สภาวะทางเศรษฐกิจ
- เทคโนโลยี
- การเมือง - กฎหมาย
- สังคมและวัฒนธรรม
2. สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวกับงาน (task environment) ได้แก่ ปัจจัยแปรต่างๆ ที่มีผลกระทบหรือถูกกระทบโดยตรงจากการดำเนินงานของบริษัท เช่น
- รัฐบาล
- ชุมชน
- ผู้จำหน่าย วัตถุดิบ
- คู่แข่งขัน ลูกค้า เจ้าหนี้ พนักงาน/สหภาพแรงงาน
- กลุ่มผลประโยชน์ และสมาคมการค้า
“สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวกับงาน ก็คือ อุตสาหกรรม (industry) ที่บริษัทดำเนินกิจกรรมอยู่”
สภาพแวดล้อมมหภาค (macroenvironment)หรือ “สภาพแวดล้อม ทั่วไป” (general environment) ได้แก่ พลังผลักดันและสภาวะต่างๆ ของสิ่งแวดล้อม ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของทุกบริษัทและทุกองค์การในระบบเศรษฐกิจ ปัจจัยที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้
- องค์ประกอบประชากร หรือ ประชากรศาสตร์ (demographic)
- การเมือง (political)
- สังคม/วัฒนธรรม (social/cultural)
- เทคโนโลยี (technological)
- กระแสโลกาภิวัตน์ (tide of globalization)
สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรม กลยุทธ์ทางการแข่งขัน (compertitive strategy) พิจารณาถึงปัจจัยผลักดันทางการแข่งขัน 5 ประการ
– คู่แข่งขันรายใหม่ (New entrants)
– สินค้าทดแทน (substibutes products)
– อำนาจต่อรองของผู้ขาย (bargaining power of suppliers)
– อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อ (bargaining power of buyers)
– การแข่งขันกันระหว่างธุรกิจ (rivaly amony competing firms)
คู่แข่งขันรายใหม่ เป็นองค์ประกอบที่กิจการจะต้องพิจารณาถึงความสามารถในการเข้ามาสู่ธุรกิจของคู่แข่งรายใหม่ และปัจจัยที่เอื้ออำนวยหรือเป็นอุปสรรคที่เข้ามาสู่อุตสาหกรรม เช่น ความได้เปรียบของต้นทุนการผลิตต่อหน่วยเนื่องจากมีขนาดของการผลิตเป็นจำนวนมาก (economy of scale) ศักยภาพของคู่แข่งขันรายใหม่ กฎระเบียบข้อบังคับของกฎหมายในการเข้าสู่ธุรกิจ จำนวนของเงินลงทุน จำนวนและการเพิ่มขึ้นของผู้แข่งขันในปัจจุบัน การใช้เทคโนโลยี ในการผลิตและการจำหน่าย ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การขาดประสบการณ์ ขาดช่องทางในการจัดจำหน่าย ความจงรักภักดีในการตราสินค้า นโยบายของรัฐบาล อัตราภาษี การจัดหาวัตถุดิบ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และสัมปทาน
สินค้าทดแทน
สินค้าทดแทน คือสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้หรือบริโภคแทนกันได้ ซึ่ง ในแต่ละอุตสาหกรรมจะมีการแข่งขันกันระหว่างผู้ผลิตสินค้าหรือวัตถุดิบที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ เช่น ผู้ผลิตภาชนะพลาสติก แข่งขันกับผู้ผลิตภาชนะแก้ว ร้านพิซซ่า แข่งขันกับร้านไก่ทอด การแข่งขันจะถูกกดดันจาก การเพิ่มขึ้นของสินค้าทดแทน คุณสมบัติและราคาสินค้าทดแทนต้นทุนการเปลี่ยนสินค้าทดแทนลดลง และความอยากง่ายของการหาสินค้าทดแทนความสำเร็จของการแข่งขันด้านสินค้าทดแทน
สามารถวัดได้จาก
- ส่วนแบ่งตลาดและความสามารถในการเจาะตลาดได้มากขึ้นของธุรกิจ หากผู้ผลิตต้องการจะรักษาระดับความต้องการสินค้าหรือวัตถุดิบไว้ให้ได้
- ผลิตสินค้าและวัตถุดิบนั้นให้มีคุณสมบัติหรือลักษณะเด่นเฉพาะซึ่งลูกค้าไม่อาจหาได้จากผู้ผลิตรายอื่นๆ หรือ
- ในราคาที่เท่ากัน คุณภาพของสินค้าหรือวัตถุดิบของกิจการดีกว่าของคู่แข่งขัน
อำนาจต่อรองของผู้ขาย
อำนาจต่อรองของผู้ขาย มีผลต่อสภาพการแข่งขัน เมื่อผู้ขายมีเป็นจำนวนมากผู้ขายจะมีอำนาจต่อรองต่ำ หรือหากมีสินค้าและวัตถุดิบทดแทนไม่มากในตลาด หรือต้นทุ่นในการเปลี่ยนวัตถุดิบจะสูงขึ้นจะทำให้ผู้ขายมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ดังนั้น อุตสาหกรรมการผลิตหลายรายอาจตัดสินใจขยายกิจการ
ตามแนวดิ่งไปด้านหลังโดยการผลิตวัตถุดิบเอง เพื่อให้มีวัตถุดิบอย่างเพียงพอขณะเดียวกันก็เปลี่ยนตนเองไปเป็นผู้ขายด้วย
การพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวผู้ขาย เช่น ผู้ขายจะเปลี่ยนไปเป็นผู้แข่งขันใหม่ของธุรกิจ การรวมตัวของผู้ขาย หรือผู้ขายอาจจะเลิกกิจการ และหากมีผู้ขายน้อยรายอาจจะทำให้กิจการขาดแคลนวัตถุดิบได้ ฉะนั้น เพื่อประโยชน์ทั้งผู้ขายและผู้ผลิต กลุ่มผู้ขายและกลุ่มผู้ผลิตอาจต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
- การจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม
- การปรับปรุงคุณภาพสินค้า
- การพัฒนารูปแบบการบริการให้สะดวกขึ้น
- การส่งสินค้าให้ทันเวลา
- การลดต้นทุนสินค้า อันจะทำให้มีกำไรในระยะยาว
การแข่งขันระหว่างธุรกิจ
การแข่งขันกันระหว่างธุรกิจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของปัจจัยผลักดันทางการแข่งขันทั้งห้าประการ กลยุทธ์ที่ใช้เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ ต้องเป็นกลยุทธ์ที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือคู่แข่งขัน และการเปลี่ยนแปลงทางกลยุทธ์ของธุรกิจแต่ละครั้ง อาจได้รับการโต้ตอบจากคู่แข่งขัน เช่น การใช้กลยุทธ์ราคาต่ำ การยกระดับคุณภาพ การเพิ่มจุดเด่นของสินค้า การให้บริการเพิ่มเติม การขยายเวลารับประกัน และการเพิ่มการโฆษณามากขึ้นความรุนแรงระหว่างการแข่งขันระหว่างธุรกิจ ขึ้นอยู่กับ
- จำนวนและการเพิ่มขึ้นของคู่แข่งขัน
- การเติบโตของผู้แข่งขันทั้งขนาดและความสามารถ
- ความต้องการสินค้าของธุรกิจลดลง
- การตัดราคา การแข่งขันจะสูงขึ้น
- ผู้บริโภคพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตราหรือยี่ห้อสินค้าได้ตลอดเวลา
- ธุรกิจไม่อาจออกจากตลาดได้ง่าย
- ต้นทุนคงที่สูง
- สินค้าเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย
- คู่แข่งขันใช้กลยุทธ์หลากหลายเป็นธุรกิจที่เป็นรากฐาน
สภาพแวดล้อมของการดำเนินงาน
– ตำแหน่งทางการแข่งขัน (competitive position)
– ลูกค้า (customers)
– ผู้ขาย (suppliers)
– เจ้าหนี้ (creditors)
– ตลาดแรงงาน (labor market)
ตำแหน่งทางการแข่งขัน
ตำแหน่งทางการแข่งขันเป็นสิ่งธุรกิจจำเป็นต้องประเมินตำแหน่งของธุรกิจ เพื่อพิจารณาปรับปรุงพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์ที่จะทำให้ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ เกิดขึ้นให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เกณฑ์ในการประเมินจากปัจจัยทางการแข่งขันหลายๆ ด้าน ได้แก่
- ส่วนแบ่งตลาด (market share)
- ความกว้างของสายการผลิต (breadth of product line)
- ประสิทธิผลของการจัดจำหน่าย (effectiveness of sales distribution)
- ความได้เปรียบในการเป็นเจ้าของ (proprietary advantages)
- การแข่งขันทางด้านราคา (price competitiveness)
- ประสิทธิผลทางการโฆษณาประชาสัมพันธ์ (advertising and promotion effectiveness)
- ทำเลที่ตั้งและอายุของเครื่องอำนวยความสะดวก (location and age of facility)
- กำลังการผลิต และผลิตภาพ (capacity and productivity)
- ประสบการณ์ (experience)
- ต้นทุนวัตถุดิบ (raw materials costs)
- ฐานะทางการเงิน (financial position)
- คุณภาพของผลิตภัณฑ์ (product quality)
- ความได้เปรียบด้านการวิจัยและพัฒนา (research and development advantages position)
- คุณภาพและความสามารถของบุคลากร (caliber of personnel)
- ภาพลักษณ์ทั่วไปของธุรกิจ (general images)
- ประวัติของลูกค้า (customer profile)
- สิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ (patent and copyright)
- ความสัมพันธ์กับสหภาพ (union relations)
- ระดับการใช้เทคโนโลยี (technological position)
- ชื่อเสียงต่อชุมชน (community reputation)
ลูกค้าปัจจัยบางประการที่เป็นอันตรายต่อข้อสันนิษฐานที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค
• ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าของเรา เพราะว่าเราคิดว่า สินค้าของเราดี
• ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าของเรา เพราะว่าเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงกว่า
• ผู้บริโภคจะยอมรับสินค้าของเรา ถ้าสินค้านั้นดีเยี่ยม
• ผู้บริโภคจะไม่เสี่ยงในการซื้อสินค้าจากเรา แทนการซื้อจากผู้ขายเดิม
• สินค้าจะขายได้โดยตัวของมันเองผู้จัดจำหน่ายไม่สนใจที่จะเก็บรักษาสต๊อคสินค้า และบริการเกี่ยวกับสินค้า
• เราสามารถพัฒนาสินค้าได้ทันเวลาภายใต้งบประมาณที่วางแผนไว้
• เราจะไม่ประสบกับปัญหาในด้านสิทธิและความเป็นธรรมของผู้ร่วมงาน
• ผู้แข่งขันจะโต้ตอบอย่างมีเหตุผล
• เราสามารถปกป้องสินค้าของเราจากการแข่งขันได้
• เราสามารถควบคุมราคาสินค้าได้ ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
• ส่วนอื่นๆ ของบริษัท จะสนับสนุนกลยุทธ์ของเราและจะช่วยเหลือเมื่อเราต้องการ
ผู้ขาย ในการวิเคราะห์ผู้ขายหรือผู้จัดหา จะพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับผู้ขาย มีความจำเป็นต่อการอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจโดยปกติธุรกิจต้องอาศัยผู้จัดหาหรือผู้ขายโดยการได้รับการสนับสนุน
- ด้านการเงินหรือสินเชื่อ
- การบริการ
- วัตถุดิบ
- เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ
- การส่งสินค้าให้อย่างรวดเร็ว การได้รับสิทธิในการรับเงื่อนไขการชำระเงินเป็นพิเศษ
ปัจจัยในการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างองค์การหรือธุรกิจกับผู้ขาย
- ราคาสินค้าของผู้ขายเป็นราคาของการแข่งขันหรือไม่
- ผู้ขายมีข้อเสนอที่ดึงดูดใจด้วยปริมาณและส่วนลดการค้าหรือไม่
- ค่าใช้จ่ายในการขนส่งจำนวนเท่าไร
- ผู้ขายมีการแข่งขันในด้านมาตรฐานในการผลิตหรือไม่
เจ้าหนี้การพิจารณาในการประเมินเจ้าหนี้
- เจ้าหนี้ตีราคามูลค่าของสินค้าที่ใช้ค้ำประกันสินเชื่ออย่างยุติธรรมเพียงใด
- เจ้าหนี้ยอมรับข้อมูลในการจ่ายชำระหนี้ของธุรกิจในอดีตที่ผ่านมาเพียงใด
- เงินทุนหมุนเวียนมีสภาพคล่องเพียงใดเงื่อนไขของเจ้าหนี้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการทำกำไรของธุรกิจหรือไม่
-เจ้าหนี้สามารถขยายเวลาการชำระหนี้ออกไปหรือไม่ช่วยให้ธุรกิจสามารถพยากรณ์และวางแผนเกี่ยวกับทรัพยากร และสามารถดำเนินกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ตลาดแรงงาน
ตลาดแรงงานเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับความสามารถของธุรกิจที่จะดึงดูดใจให้บุคลากรที่มีค่าต่อองค์กร เข้าสู่และยังคงอยู่กับองค์กรธุรกิจเพื่อนำมาให้ธุรกิจประสบความสำเร็จต่อไป โดย ทั่วไป ธุรกิจจะได้บุคลากรจากสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยเอื้ออยู่ 3 ประการ
1. ชื่อเสียงของธุรกิจในฐานะที่เป็นนายจ้าง ได้แก่ชื่อเสียงด้านความมั่นคง ชื่อเสียงของสินค้าและบริการภาพลักษณ์ต่อชุมชนการให้ผลตอบแทนทั้งค่าจ้างและสิทธิพิเศษต่างๆ และสวัสดิการ
2. อัตราการจ้างงาน จะเกี่ยวข้องกับจำนวนแรงงานที่มีทักษะและประสบการณ์ ซึ่งจะแปรผันไปกับการเจริญเติบโตของชุมชน เช่น โรงงานผลิตสินค้าใหม่ ๆ จะมีปัญหาเรื่องการเสาะหาแรงงานที่มีทักษะในชุมชนอุตสาหกรรม มากกว่าชุมชนที่ไม่ได้เป็นชุมชนอุตสาหกรรมซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจไม่ดี
3. จำนวนแรงงานที่มีอยู่ จะพิจารณาถึงจำนวนแรงงานที่มีทักษะเฉพาะเหมาะสมกับงาน เช่น ช่างเทคนิค ช่างประจำแท่นขุดเจาะน้ำมัน หัวหน้าคนครัว และผู้บริหารอุตสาหกรรมต่างๆ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในการว่าจ้างบุคคลเหล่านี้ จะมีข้อจำกัดของตลาดแรงงานมากกว่าการว่าจ้างแรงงานหน้าที่ทั่วไป
ขอบคุณข้อมูลเพื่อการศึกษา
อาจารย์ณัฐธิดา ศรีราชยา
การศึกษา
ปริญญาตรี(BS) ภาควิชาวัสดุศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์พอลิเมอร์และสิ่งทอ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปริญญาโท (MS)Polymer Science The Pretroleum and Petrochemical College Chulalongkorn University